มือชา มือปวด ตื่นกลางดึกเพราะชามือ อย่าปล่อยทิ้งไว้ มีวิธีรักษาแบบใหม่ ไม่ต้องผ่าตัด!
มือชา มือปวด ตื่นกลางดึกเพราะชามือ อย่าปล่อยทิ้งไว้ มีวิธีรักษาแบบใหม่ ไม่ต้องผ่าตัด!
คุณเคยตื่นกลางดึกเพราะมือชาจนต้องสะบัดมือตลอดไหม? หรือบางครั้งกำถ้วยกาแฟแล้วรู้สึกว่ามือหลุดไม่มีแรง? หรือพิมพ์งานแล้วมีอาการเสียวแปลบที่นิ้วมือโดยไม่รู้ตัว? ถ้าใช่ คุณอาจไม่ได้ “นอนทับแขน” อย่างที่คิด แต่นั่นอาจเป็นสัญญาณที่ร่างกายกำลังบอกว่า เส้นประสาทที่ผ่านข้อมือของคุณกำลังถูกกดทับอยู่ตลอดเวลา โรคนี้พบบ่อยมากกว่าที่คิด โรคพังผืดทับเส้นประสาทข้อมือพบได้ในประชากรทั่วไปประมาณ 4–10% และเป็นหนึ่งในโรคของเส้นประสาทที่พบบ่อยที่สุดในโลก โดยเฉพาะในกลุ่มผู้หญิงวัยทำงานและผู้สูงอายุ
เรื่องของคุณนิดา อายุ 42 ปี
คุณนิดาเป็นพนักงานบัญชีที่นั่งพิมพ์คอมพิวเตอร์ทั้งวัน เริ่มสังเกตว่าตัวเองมีอาการชานิ้วหัวแม่มือ นิ้วชี้ และนิ้วกลางมาหลายเดือน ตอนแรกก็คิดว่าแค่เมื่อยมือธรรมดา แต่พอถึงช่วงกลางคืน อาการยิ่งหนักขึ้น ตื่นบ่อยเพราะมือชาจนทนไม่ไหว ต้องสะบัดมือหรือประคองมือห้อยข้างเตียงถึงจะดีขึ้นบ้าง พอถือแก้วน้ำหรือกระเป๋าถือ รู้สึกว่ามือไม่มีแรงเหมือนเดิม จนเริ่มทำของตกบ่อยขึ้น เธอเริ่มกังวลว่าตัวเองเป็นอะไรหรือเปล่า ลองค้นหาอาการในอินเทอร์เน็ต แล้วจึงตัดสินใจมาพบแพทย์ เมื่อตรวจร่างกายร่วมกับการอัลตราซาวด์ที่ข้อมือ พบว่าเส้นประสาทในอุโมงค์ข้อมือของเธอบวมโตกว่าปกติ เกิดจากพังผืดรัดแน่นจนเส้นประสาทแทบไม่มีที่อยู่
ทำความเข้าใจโรคผ่านภาพง่ายๆ ลองนึกภาพท่อน้ำที่ลอดผ่านช่องแคบๆ ใต้สะพาน ถ้าสะพานยุบตัวหรือมีสิ่งกีดขวาง น้ำก็จะไหลผ่านได้น้อยลงหรือถูกกด เส้นประสาทในข้อมือของเราก็เป็นแบบนั้น ที่ข้อมือของเรามีช่องทางแคบๆ ที่เรียกว่า “อุโมงค์ข้อมือ” ซึ่งมีเส้นประสาทสำคัญเส้นหนึ่งลอดผ่านอยู่ เส้นประสาทนี้รับผิดชอบความรู้สึกของนิ้วหัวแม่มือ นิ้วชี้ นิ้วกลาง และครึ่งหนึ่งของนิ้วนาง เมื่อพังผืดรอบๆ อุโมงค์นี้หนาตัวขึ้น หรือเนื้อเยื่อด้านในบวม ช่องทางก็แคบลง เส้นประสาทก็เริ่มถูกบีบ เหมือนใส่รองเท้าที่คับเกินไป — ตอนแรกแค่รู้สึกไม่สบาย แต่นานๆ ไปก็เจ็บปวด ชา และอ่อนแรงได้
รู้จักโรคพังผืดทับเส้นประสาทข้อมือ (Carpal Tunnel Syndrome)
โรคพังผืดทับเส้นประสาทข้อมือ หรือ Carpal Tunnel Syndrome เกิดจากการที่เส้นประสาทกลางของข้อมือถูกกดทับขณะลอดผ่านอุโมงค์แคบๆ ที่ข้อมือ อุโมงค์นี้มีกระดูกล้อมรอบสามด้าน และมีพังผืดหนาแน่นคาดอยู่ด้านบน ทำให้พื้นที่ข้างในมีจำกัด เมื่อใดก็ตามที่เนื้อเยื่อด้านในบวม หรือพังผืดหนาขึ้น แรงดันในอุโมงค์ก็เพิ่มขึ้น เส้นประสาทที่อยู่ข้างในก็รับแรงกดมากขึ้นตามไปด้วย อาการที่พบบ่อย ได้แก่
∙ ชา เสียวแปลบ หรือรู้สึกเหมือนเข็มทิ่ม บริเวณนิ้วหัวแม่มือ นิ้วชี้ นิ้วกลาง และครึ่งหนึ่งของนิ้วนาง ∙ อาการชาหนักขึ้นตอนกลางคืน หรือตอนตื่นนอนตอนเช้า ∙ ปวดแสบปวดร้อนที่ข้อมือหรือฝ่ามือ บางรายปวดร้าวขึ้นไปถึงแขนและไหล่ ∙ มือไม่มีแรง กำมือลำบาก ทำของตกบ่อย ∙ อาการดีขึ้นเมื่อสะบัดมือหรือห้อยมือข้างเตียงตอนกลางคืน
ใครเสี่ยงเป็นโรคนี้บ้าง?
∙ คนที่ใช้มือซ้ำๆ เป็นเวลานาน เช่น พิมพ์คอมพิวเตอร์ ใช้โทรศัพท์มือถือนานๆ งานช่างฝีมือ หรืองานประกอบชิ้นส่วน ∙ ผู้หญิงในวัยกลางคนถึงวัยสูงอายุ โดยเฉพาะช่วงตั้งครรภ์หรือวัยหมดประจำเดือน เนื่องจากฮอร์โมนเปลี่ยนแปลงทำให้เนื้อเยื่อบวมง่ายขึ้น ∙ ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ไทรอยด์ผิดปกติ หรือโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ เนื่องจากโรคเหล่านี้มีผลต่อเส้นประสาทและเนื้อเยื่อรอบข้อมือ ∙ ผู้ที่มีข้อมือเคยได้รับบาดเจ็บหรือกระดูกข้อมือหัก อาจทำให้พื้นที่ในอุโมงค์แคบลงได้ ∙ ผู้ที่มีน้ำหนักเกินหรืออ้วน เพราะไขมันส่วนเกินสามารถสะสมในบริเวณข้อมือได้
แพทย์วินิจฉัยอย่างไร?
การวินิจฉัยเริ่มจากการซักประวัติและตรวจร่างกายอย่างละเอียด แพทย์จะถามเรื่องอาการ ระยะเวลาที่เป็น และพฤติกรรมการใช้มือในชีวิตประจำวัน มีการทดสอบง่ายๆ ที่แพทย์มักทำในห้องตรวจ เช่น การงอข้อมือค้างไว้ 60 วินาที หรือการเคาะที่ข้อมือ ถ้ามีอาการชาหรือเสียวแปลบขึ้นมาระหว่างทดสอบ ก็บ่งชี้ว่าน่าจะเป็นโรคนี้ นอกจากนี้ยังมีการตรวจพิเศษเพิ่มเติม ได้แก่
∙ การตรวจคลื่นไฟฟ้าเส้นประสาท (NCS/EMG) เป็นการตรวจมาตรฐานที่ช่วยบอกว่าเส้นประสาทส่งสัญญาณช้าลงหรือไม่ และบอกระดับความรุนแรงของโรคได้ชัดเจน ∙ อัลตราซาวด์ข้อมือ เป็นการใช้คลื่นเสียงความถี่สูงดูขนาดของเส้นประสาทแบบ real-time เส้นประสาทที่บวมโตผิดปกติจะบ่งบอกถึงโรคนี้ได้ดีมาก และยังช่วยนำทางในการรักษาด้วย ∙ เอกซเรย์ ช่วยตรวจดูว่ามีกระดูกผิดรูปหรือกระดูกงอกที่อาจทำให้ช่องอุโมงค์แคบลงหรือไม่ ∙ MRI ใช้ในกรณีที่ต้องการดูรายละเอียดเนื้อเยื่ออ่อน เช่น ก้อนเนื้อหรือพยาธิสภาพพิเศษที่อาจกดทับเส้นประสาท
แนวทางการรักษา: ไม่จำเป็นต้องผ่าตัดเสมอไป
ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถรักษาให้หายหรือดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญโดยไม่ต้องผ่าตัด โดยเฉพาะถ้าจับได้ตั้งแต่ระยะแรกถึงปานกลาง
ปรับพฤติกรรมและลดปัจจัยเสี่ยง
สิ่งแรกที่ต้องทำคือลดการกดทับซ้ำๆ ที่ข้อมือ เช่น ปรับท่านั่งทำงานให้ข้อมืออยู่ในระดับที่เหมาะสม ไม่งอข้อมือมากเกินไปขณะพิมพ์คีย์บอร์ด ใส่สนับข้อมือในเวลากลางคืนเพื่อให้ข้อมืออยู่ในตำแหน่งตรง และพักมือสม่ำเสมอระหว่างทำงาน
กายภาพบำบัด นักกายภาพบำบัดจะสอนการยืดเส้น การนวดเนื้อเยื่อ และออกกำลังกายที่ช่วยให้เส้นประสาทเคลื่อนไหวได้ดีขึ้นภายในอุโมงค์ข้อมือ รวมถึงการทำอัลตราซาวด์รักษาหรือการใช้คลื่นไฟฟ้า ซึ่งช่วยลดอักเสบและบวมได้
การใช้ยา ยาต้านการอักเสบชนิดไม่มีสเตียรอยด์และยาบำรุงเส้นประสาทกลุ่มวิตามินบีอาจช่วยบรรเทาอาการในระยะสั้น แต่ไม่ได้รักษาสาเหตุของโรคโดยตรง
การทำ Hydrodissection โดยใช้อัลตราซาวด์นำทาง — นวัตกรรมการรักษาที่น่าสนใจที่สุด! คำว่า Hydrodissection มาจาก “Hydro” (น้ำ) + “Dissection” (การแยกชั้น) หมายถึงการใช้ของเหลวฉีดเข้าไปรอบๆ เส้นประสาท เพื่อแยกเส้นประสาทออกจากพังผืดที่รัดหรือยึดติดอยู่รอบๆ ลองนึกภาพว่าเส้นประสาทของคุณเหมือนสายน้ำประปาที่มีดินเหนียวเกาะรอบๆ อยู่แน่น ทำให้สายงอหรือถูกกดได้ง่าย การทำ Hydrodissection ก็เหมือนกับการฉีดน้ำเข้าไปเพื่อล้างดินออก ให้สายน้ำประปากลับมาเคลื่อนไหวได้อิสระอีกครั้ง
ขั้นตอนการทำโดยสรุป แพทย์จะวางหัวตรวจอัลตราซาวด์ที่ข้อมือเพื่อมองเห็นเส้นประสาทและอุโมงค์ข้อมือแบบ real-time จากนั้นระบุตำแหน่งที่แน่นอนของเส้นประสาทและพังผืดที่รัดอยู่ แล้วใช้เข็มขนาดเล็กค่อยๆ สอดเข้าไปตามแนวยาวของเส้นประสาท (longitudinal approach) โดยอัลตราซาวด์คอยนำทางตลอดเวลา จากนั้นฉีดน้ำตาลเข้มข้น 5% ปริมาณที่เหมาะสมรอบๆ เส้นประสาท เพื่อแยกเส้นประสาทออกจากพังผืดที่รัดอยู่ ของเหลวที่ฉีดเข้าไปจะทำให้พื้นที่รอบเส้นประสาทกว้างขึ้น ลดแรงกด และช่วยให้เส้นประสาทฟื้นตัวได้
การผ่าตัด (เฉพาะในกรณีจำเป็น)
การผ่าตัดจะพิจารณาในกรณีที่อาการรุนแรงมาก หรือการรักษาแบบไม่ผ่าตัดไม่ได้ผลหลังจากพยายามอย่างเต็มที่แล้ว แพทย์จะผ่าพังผืดที่คาดอยู่เหนืออุโมงค์ข้อมือเพื่อขยายพื้นที่ให้เส้นประสาทพ้นจากการถูกกด ปัจจุบันสามารถทำผ่านรูเล็กๆ โดยใช้กล้องส่อง ทำให้แผลเล็กและฟื้นตัวเร็วกว่าเดิม อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่มาพบแพทย์ตั้งแต่ระยะแรกๆ สามารถรักษาได้ดีโดยไม่จำเป็นต้องผ่าตัด
โรคนี้หายได้ไหม?
คำตอบคือดีขึ้นได้มากถ้าได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะถ้าเริ่มรักษาตั้งแต่ยังมีอาการไม่รุนแรงมาก ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติโดยไม่มีอาการชาหรือปวดรบกวน สำหรับการทำ Hydrodissection ผลการวิจัยพบว่าอาการจะค่อยๆ ดีขึ้นหลังจากทำการรักษา โดยอาจต้องทำซ้ำ 2–3 ครั้ง ห่างกันครั้งละ 2–4 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคและระยะเวลาที่เป็นมา โรคนี้มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้ถ้ายังคงทำพฤติกรรมเดิมที่เป็นสาเหตุ ดังนั้นการปรับพฤติกรรมและดูแลตัวเองอย่างต่อเนื่องจึงสำคัญมากพอๆ กับการรักษา
ถ้าปล่อยทิ้งไว้ไม่รักษา จะเกิดอะไรขึ้น?
ถ้าปล่อยให้เส้นประสาทถูกกดทับนานเกินไปโดยไม่รักษา อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รักษายากขึ้นได้ เช่น เส้นประสาทเสียหายถาวรทำให้ชาหรืออ่อนแรงแบบไม่หาย กล้ามเนื้อมือลีบโดยเฉพาะกล้ามเนื้อบริเวณโคนนิ้วหัวแม่มือทำให้กำมือและหยิบของลำบากมาก และสูญเสียความสามารถในการรับรู้สัมผัสที่นิ้วมือทำให้ใช้ชีวิตประจำวันลำบากมากขึ้น
ป้องกันได้อย่างไร?
∙ ปรับท่านั่งทำงาน ให้ข้อมืออยู่ในระดับตรง ไม่งอมากเกินไปขณะพิมพ์หรือเล่นโทรศัพท์ ใช้ที่รองข้อมือถ้าจำเป็น ∙ พักมือเป็นระยะ ทุกๆ 30–45 นาที ควรหยุดพักและยืดนิ้วมือ ข้อมือ เพื่อให้เส้นประสาทได้ผ่อนคลาย ∙ ระวังการจับสิ่งของแน่นเกินไปเป็นเวลานาน เช่น ถือโทรศัพท์นานๆ หรือจับพวงมาลัยแน่นระหว่างขับรถ ∙ ควบคุมน้ำหนักตัวและรักษาโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ไทรอยด์ผิดปกติ ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ∙ ถ้ามีอาการชาหรือปวดผิดปกติที่มือ อย่าปล่อยทิ้งไว้ รีบปรึกษาแพทย์ตั้งแต่เนิ่นๆ จะรักษาได้ง่ายกว่ามาก
คำถามที่ถามบ่อย
Q: มือชาเวลากลางคืน แบบนี้อันตรายไหม?
อาการชามือตอนกลางคืนเป็นอาการที่พบบ่อยที่สุดของโรคนี้ โดยทั่วไปไม่ได้เป็นอันตรายถึงชีวิต แต่ถ้าปล่อยไว้นานโดยไม่รักษา เส้นประสาทอาจเสียหายถาวรได้ ถ้ามีอาการนี้บ่อยๆ ควรพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยให้ชัดเจน
Q: ต้องตรวจอัลตราซาวด์หรือ MRI ไหมถึงจะวินิจฉัยได้?
ไม่จำเป็นต้องทำทุกราย แพทย์สามารถวินิจฉัยเบื้องต้นได้จากอาการและการตรวจร่างกาย การตรวจคลื่นไฟฟ้าเส้นประสาทเป็นมาตรฐานสำหรับยืนยันการวินิจฉัยและวัดความรุนแรง ส่วนอัลตราซาวด์มีประโยชน์มากในการนำทางการรักษา เช่น การทำ Hydrodissection
Q: การทำ Hydrodissection เจ็บไหม? ต้องพักงานหรือเปล่า?
การทำ Hydrodissection ใช้เข็มขนาดเล็กมากและแพทย์จะทำยาชาเฉพาะที่ก่อน ผู้ป่วยส่วนใหญ่รู้สึกแค่จิ๊กๆ เล็กน้อยระหว่างทำ และไม่จำเป็นต้องพักงาน สามารถกลับบ้านและทำกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติ อาจมีบวมหรือไม่สบายที่ข้อมือเล็กน้อยใน 1–2 วันแรก
Q: มือชานานแค่ไหนถึงควรพบแพทย์?
ถ้ามีอาการชาที่มือเป็นซ้ำๆ บ่อยกว่าสัปดาห์ละ 2–3 ครั้ง หรืออาการรบกวนการนอนหลับ หรือเริ่มมีอาการอ่อนแรงของมือ ควรพบแพทย์โดยเร็ว ไม่ควรรอจนกว่าอาการจะรุนแรงมากขึ้น
Q: รักษาด้วย Hydrodissection แล้ว ต้องผ่าตัดอีกไหม?
สำหรับผู้ป่วยที่อยู่ในระยะเริ่มต้นถึงปานกลาง การทำ Hydrodissection มักช่วยได้ดีโดยไม่ต้องผ่าตัด อย่างไรก็ตาม ในรายที่อาการรุนแรงมากหรือเส้นประสาทเสียหายมาก แพทย์อาจพิจารณาผ่าตัดร่วมด้วยเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
สรุปสิ่งสำคัญที่ควรจำ
→ มือชา ปวด หรือชาตอนกลางคืนซ้ำๆ อาจเป็นสัญญาณของโรคพังผืดทับเส้นประสาทข้อมือ ไม่ใช่แค่ “นอนทับแขน” ธรรมดา → รีบพบแพทย์ตั้งแต่เนิ่นๆ ยิ่งจับได้เร็ว รักษาได้ง่ายกว่า และลดความเสี่ยงที่เส้นประสาทจะเสียหายถาวร → การทำ Hydrodissection ด้วยอัลตราซาวด์นำทางเป็นทางเลือกที่ปลอดภัย มีงานวิจัยรองรับ และช่วยได้มากโดยไม่ต้องผ่าตัด → ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องผ่าตัด การปรับพฤติกรรม กายภาพบำบัด และการรักษาที่เหมาะสมให้ผลดีในคนส่วนใหญ่ → ป้องกันได้ด้วยการปรับท่าทำงาน พักมือสม่ำเสมอ และรักษาโรคประจำตัวที่เป็นปัจจัยเสี่ยงให้อยู่ในเกณฑ์ที่ดี
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ Line ID: @doctorkeng | โทร: 081-530-3666
#มือชา #ปวดมือ #พังผืดทับเส้นประสาทข้อมือ #ชามือตอนกลางคืน #อุโมงค์ข้อมือ #รักษาโดยไม่ผ่าตัด #ฉีดยาอัลตราซาวด์ #Hydrodissection #หมอเก่งกระดูกและข้อ #โรคกระดูกและข้อ #officeSyndrome #CarpalTunnelSyndrome #MedianNerve #UltrasoundGuided #Dextrose5
References
- Wu YT, Ho TY, Chou YC, Ke MJ, Li TY, Tsai CK, Chen LC. Six-month efficacy of perineural dextrose for carpal tunnel syndrome: a prospective, randomized, double-blind, controlled trial. Mayo Clin Proc. 2017;92(8):1179–1189. การทดลองแบบสุ่มควบคุม พบว่าการฉีดน้ำตาลเข้มข้น 5% รอบเส้นประสาทข้อมือโดยใช้อัลตราซาวด์นำทาง ช่วยลดอาการปวดและชามือได้อย่างมีนัยสำคัญตลอด 6 เดือน และเส้นประสาทที่บวมโตลดขนาดลงด้วย
- Wu YT, Ke MJ, Ho TY, Li TY, Shen YP, Chen LC. Randomized double-blinded clinical trial of 5% dextrose versus triamcinolone injection for carpal tunnel syndrome patients. Ann Neurol. 2018;84(4):601–610. การเปรียบเทียบน้ำตาลเข้มข้น 5% กับสเตียรอยด์ พบว่าน้ำตาลเข้มข้น 5% ให้ผลดีกว่าในช่วง 4–6 เดือนหลังฉีด โดยไม่มีความเสี่ยงทำลายเส้นประสาท
- Wu YT, Chen SR, Li TY, Ho TY, Shen YP, Tsai CK, Chen LC. Nerve hydrodissection for carpal tunnel syndrome: a prospective, randomized, double-blind, controlled trial. Muscle Nerve. 2019;59(2):174–180. การทดลองแบบสุ่มแสดงให้เห็นว่าการทำ Hydrodissection รอบเส้นประสาทข้อมือช่วยลดอาการและขนาดของเส้นประสาทที่บวมโตในผู้ป่วยระดับเบาถึงปานกลาง
- Sveva V, Farì G, Fai A, Savina A, Viva MG, Agostini F, et al. Safety and efficacy of ultrasound-guided perineural hydrodissection as a minimally invasive treatment in carpal tunnel syndrome: a systematic review. J Pers Med. 2024;14(2):154. การทบทวนงานวิจัยอย่างเป็นระบบ สรุปว่าการทำ Hydrodissection โดยใช้อัลตราซาวด์นำทางมีความปลอดภัยสูงและช่วยลดอาการปวดเรื้อรังจากเส้นประสาทถูกกดทับได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- Lee KW, Park JM, Lee SC, Shin JI. Ultrasound-guided nerve hydrodissection for the management of carpal tunnel syndrome: a systematic review and network meta-analysis. Yonsei Med J. 2025;66(2):111–120. การวิเคราะห์แบบ Network Meta-Analysis จากงานวิจัย 9 ชิ้น ผู้ป่วย 458 ราย สรุปว่าน้ำตาลเข้มข้น 5% เป็นสารที่ให้ผลการรักษาดีที่สุดในการทำ Hydrodissection สำหรับโรคพังผืดทับเส้นประสาทข้อมือ
Comments
Post a Comment