ตื่นเช้ามา "มือชา" ลามไปถึงศอก... นวดเท่าไหร่ก็ไม่หาย เป็นสัญญาณเตือนจากเส้นประสาทหรือเปล่า?
ตื่นเช้ามา "มือชา" ลามไปถึงศอก... นวดเท่าไหร่ก็ไม่หาย เป็นสัญญาณเตือนจากเส้นประสาทหรือเปล่า?
สวัสดีครับ "ตื่นมาแล้วมือชา" เป็นอาการที่คุณผู้หญิงหลายคนมักจะมองข้าม คิดว่าแค่ "นอนทับแขน" หรือ "เลือดลมไม่ดี" แต่ถ้าอาการชานั้นยาวนานเป็นชั่วโมง แถมบางวันยังลามไปถึงข้อศอก มีอาการเจ็บแป๊บๆ ร่วมด้วย อาการแบบนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ แล้วครับ เพราะมันคือเสียงประท้วงจาก เส้นประสาท ที่กำลังถูกกดทับอย่างต่อเนื่อง
ลองมาดูเคสของคุณแก้ว (นามสมมติ) อายุ 35 ปีครับ คุณแก้วมีอาการคล้ายกับหนูเลย คือตื่นเช้ามาจะรู้สึกว่ามือขวาหนาๆ ชาๆ ลามไปถึงข้อศอก ต้องสะบัดมือนานเป็นชั่วโมง หรือต้องเอามือไปแช่น้ำอุ่นถึงจะค่อยๆ ดีขึ้น คุณแก้วกังวลมากว่าจะเป็นอัมพฤกษ์หรือเปล่า แต่พอสายๆ อาการกลับหายไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น อาการแบบนี้มักทำให้คนไข้ชะล่าใจและปล่อยทิ้งไว้จนเส้นประสาทเริ่มเสียหายครับ
หมอขอเปรียบเทียบเหมือน "สายยางรดน้ำต้นไม้" ครับ เส้นประสาทเราก็เหมือนสายยางที่ส่งสัญญาณไฟไปเลี้ยงมือ ถ้ามีอะไรมาทับสายยางไว้นานๆ (เช่น พังผืดหรือการงอข้อศอกตอนนอน) สัญญาณก็เดินไม่สะดวก พอเราตื่นมาเอาสิ่งที่ทับออก น้ำ (กระแสประสาท) ก็ยังไหลไม่คล่องทันที ต้องใช้เวลาพักใหญ่กว่าต้นไม้ (นิ้วมือ) จะกลับมาสดชื่นอีกครั้งครับ
ลักษณะแบบนี้มีโอกาสเป็นโรคอะไรได้บ้าง?
จากอาการที่หนูเล่ามา หมอนึกถึง 2 โรคหลักที่พบบ่อยที่สุดครับ:
พังผืดทับเส้นประสาทข้อมือ (Carpal Tunnel Syndrome - CTS):
อาการ: ชาที่นิ้วโป้ง นิ้วชี้ นิ้วกลาง และนิ้วนางครึ่งซีก มักชามากตอนตื่นนอนหรือตอนกลางคืน
ทำไมถึงชาถึงศอก: แม้จุดที่ทับจะอยู่ที่ข้อมือ แต่ความปวดและชาสามารถ "ร้าว" ย้อนกลับขึ้นไปที่ข้อศอกได้ครับ
เส้นประสาทบริเวณข้อศอกถูกกดทับ (Cubital Tunnel Syndrome):
อาการ: ชาที่นิ้วก้อยและนิ้วนาง และมักจะมีอาการปวดเสียวบริเวณข้อศอกด้านในร่วมด้วย
สาเหตุ: มักเกิดจากนิสัยการนอน "งอข้อศอก" นานๆ ทำให้เส้นประสาทถูกดึงรั้งจนขาดเลือดไปเลี้ยง
5 ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ตื่นมาแล้วมือชา
ท่านอน: ชอบนอนหนุนแขนตัวเอง หรือนอนงอข้อมือ/งอข้อศอกค้างไว้นานๆ
การใช้งานมือหนักในช่วงกลางวัน: เช่น พิมพ์คอมพิวเตอร์ ทำงานบ้าน หรือถือโทรศัพท์นานๆ ทำให้พังผืดอักเสบสะสม
โครงสร้างร่างกาย: ผู้หญิงมีช่องอุโมงค์เส้นประสาทแคบกว่าผู้ชายโดยธรรมชาติ
ภาวะบวมน้ำ: เช่น ช่วงใกล้มีประจำเดือน หรือการตั้งครรภ์ ทำให้เนื้อเยื่อบวมไปเบียดเส้นประสาท
โรคประจำตัว: เบาหวาน หรือภาวะไทรอยด์ทำงานต่ำ ส่งผลให้เส้นประสาทไวต่อการถูกกดทับ
แนวทางการตรวจวินิจฉัย
หากมาพบหมอ หมอจะตรวจเพื่อให้มั่นใจดังนี้ครับ:
การตรวจร่างกาย: ทดสอบการเคาะเส้นประสาทที่ข้อมือและศอก ดูว่ามีอาการเสียวจี๊ดไหม
อัลตราซาวด์ (Ultrasound): เพื่อส่องดูว่าเส้นประสาทบวมหนาผิดปกติในจุดไหน
การตรวจกระแสไฟฟ้าประสาท (EMG/NCV): เพื่อวัดระดับความเสียหายของเส้นประสาทว่ารุนแรงแค่ไหน
แนวทางการรักษา (ไม่ต้องผ่าตัดก็หายได้)
ปรับท่านอน: พยายามนอนหงาย ไม่หนุนแขน และหลีกเลี่ยงการงอข้อศอกหรือข้อมือ
ใส่เฝือกอ่อนพยุงข้อมือ (Wrist Splint): ใส่เฉพาะตอนนอน เพื่อล็อกข้อมือให้อยู่ในท่าตรงที่สุด ช่วยลดแรงกดทับได้ดีมากครับ
การใช้ยา: ทานวิตามินบีบำรุงปลายประสาท และยาลดการอักเสบของเส้นประสาทตามที่หมอแนะนำ
การฉีดยาเฉพาะจุดโดยใช้อัลตราซาวด์นำทาง: หากปวดชามาก หมอสามารถฉีดยาลดอักเสบเข้าไปรอบๆ เส้นประสาทได้อย่างแม่นยำ ช่วยลดบวมและหายชาได้เร็ว
การผ่าตัดแผลเล็ก: จะพิจารณาเฉพาะรายที่รักษาด้วยวิธีอื่นไม่ดีขึ้น หรือเริ่มมีอาการกล้ามเนื้อมือฝ่อลีบ
พยากรณ์โรค: นานไหมกว่าจะหาย?
ถ้าเริ่มรักษาตั้งแต่ตอนที่เพิ่งเริ่มมีอาการชา อาการมักจะดีขึ้นภายใน 2-4 สัปดาห์ ครับ แต่ถ้าปล่อยทิ้งไว้จนชานานเกินไป เส้นประสาทอาจเสียหายถาวรและรักษายากขึ้นครับ
ภาวะแทรกซ้อนที่ต้องระวัง
กล้ามเนื้อลีบ: มือจะเริ่มผอมลง ไม่มีแรงหยิบจับของหลุดมือ
ความรู้สึกเพี้ยน: อาจรู้สึกเหมือนมีมดไต่ หรือร้อนๆ หนาวๆ ที่มือตลอดเวลา
ปวดเรื้อรัง: ความปวดอาจร้าวขึ้นไปถึงหัวไหล่จนรบกวนการนอน
5 วิธีป้องกันและดูแลตัวเอง
จัดท่านอนใหม่: นอนให้แขนเหยียดสบายๆ ไม่ทับแขนตัวเอง
ประคบอุ่นที่ข้อมือ: ก่อนนอนช่วยให้การไหลเวียนเลือดดีขึ้น
บริหารเส้นประสาท (Nerve Gliding): ฝึกยืดเหยียดมือและแขนสม่ำเสมอ
พักมือระหว่างวัน: ลดการใช้โทรศัพท์หรือคอมพิวเตอร์ต่อเนื่องนานๆ
สังเกตอาการ: หากชาต่อเนื่องนานเกิน 1 สัปดาห์ ควรรีบพบแพทย์ครับ
Q&A Section
Q: ทำไมต้องเป็นตอนเช้า สายๆ แล้วหายไป? A: เพราะตอนนอนเรามักจะอยู่ในท่าเดิมนานๆ และเลือดไหลเวียนช้าลง ทำให้การกดทับชัดเจนขึ้น พอตื่นมาขยับร่างกาย เลือดไหลเวียนดีขึ้น อาการเลยค่อยๆ คลายครับ
Q: อาการแบบนี้เสี่ยงเป็นอัมพฤกษ์ไหม? A: ส่วนใหญ่เกิดจากเส้นประสาทส่วนปลายถูกทับครับ ไม่ใช่หลอดเลือดสมองตีบ แต่ถ้ามีอาการหน้าเบี้ยว พูดไม่ชัด หรืออ่อนแรงครึ่งซีกร่วมด้วย ต้องรีบไปโรงพยาบาลทันทีครับ
Q: ทานวิตามินบีรวมช่วยได้ไหม? A: ช่วยบำรุงได้ครับ แต่ถ้าต้นเหตุคือ "การถูกทับ" การทานยาวิตามินอย่างเดียวอาจไม่หายขาด ต้องแก้ที่ต้นเหตุด้วยครับ
สรุปประเด็นสำคัญ
อาการชามือตอนเช้าลามไปถึงศอก มักเกิดจากเส้นประสาทข้อมือหรือข้อศอกถูกกดทับ
อาการที่นานเป็นชั่วโมงบ่งบอกว่าเส้นประสาทเริ่มถูกรบกวนมากแล้ว
ท่านอนและการใช้งานมือในตอนกลางวันมีผลโดยตรงต่ออาการตอนเช้า
การใส่เฝือกอ่อนพยุงข้อมือตอนนอนเป็นการรักษาเบื้องต้นที่ได้ผลดีมาก
หากเริ่มมีอาการเจ็บหรือชาไม่หายขาด ควรรีบตรวจอัลตราซาวด์เพื่อประเมินเส้นประสาท
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ
สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ
Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666
#ชามือ #พังผืดทับเส้นประสาท #ชามือตอนเช้า #CarpalTunnel #CubitalTunnel #ปวดข้อมือ #ปวดศอก #หมอเก่งกระดูกและข้อ #สุขภาพผู้หญิง #นอนทับแขน
References
American Academy of Orthopaedic Surgeons. Management of Carpal Tunnel Syndrome Evidence-Based Clinical Practice Guideline. 2016. (แนวทางการรักษาพังผืดทับเส้นประสาทที่เน้นการปรับพฤติกรรมและการใส่เฝือกพยุง)
Assmus H, et al. Diagnosis and treatment of carpal tunnel syndrome. Dtsch Arztebl Int. 2011. (การวินิจฉัยและการจัดการโรคชามือที่พบบ่อยในผู้หญิง)
Palmer BA, et al. Cubital tunnel syndrome: Current concepts. J Hand Surg Am. 2010. (ความรู้เกี่ยวกับเส้นประสาทข้อศอกถูกกดทับที่เป็นสาเหตุของการชาลามไปถึงแขน)
Page MJ, et al. Splinting for carpal tunnel syndrome. Cochrane Database Syst Rev. 2012. (งานวิจัยที่ยืนยันว่าการใส่เฝือกประคองมือช่วยลดอาการชาตอนกลางคืนและตอนเช้าได้จริง)
Graham B. The value of the history in the diagnosis of carpal tunnel syndrome. J Hand Surg Am. 2008. (ความสำคัญของประวัติอาการชาตอนเช้าในการวินิจฉัยโรคเส้นประสาทถูกทับ)
Comments
Post a Comment