สัญญาณเตือนภัยจากปลายมือ... แค่เมื่อยล้าธรรมดา หรือเส้นประสาทหลักกำลังถูกบีบรัดจนขาดเลือด?
สัญญาณเตือนภัยจากปลายมือ... แค่เมื่อยล้าธรรมดา หรือเส้นประสาทหลักกำลังถูกบีบรัดจนขาดเลือด?
ลองจินตนาการถึงค่ำคืนอันเงียบสงบที่คุณกำลังนอนหลับอย่างสบาย แต่จู่ๆ กลับต้องสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึกด้วยความรู้สึกชาแปล๊บที่ปลายนิ้วมือ ความชานั้นลุกลามลึกซึ้งหนาทึบจนความรู้สึกเหมือนมือของคุณกลายเป็นก้อนน้ำแข็งหนาๆ ที่ไร้ความรู้สึก คุณต้องนอนสะบัดมือแรงๆ กำๆ แบๆ อยู่เป็นสิบนาทีกว่าที่ความทรมานนั้นจะทุเลาลง สมองส่วนสัญชาตญาณความกลัวและการเอาตัวรอดของคุณจะเริ่มตื่นตัวและส่งสัญญาณเตือนทันทีว่ามีบางอย่างที่ผิดปกติเกิดขึ้นกับร่างกาย มือคู่เดิมที่เคยหยิบจับทำอะไรได้ดั่งใจ เริ่มอ่อนแรงลงอย่างน่าตกใจในชีวิตประจำวัน คนส่วนใหญ่มักคิดไปเองตามตรรกะความเคยชินว่านี่คงเป็นแค่ อาการเหน็บชาจากการนอนทับข้อมือธรรมดา หรือแค่กล้ามเนื้อเมื่อยล้าจากการทำงานหนัก เดี๋ยวนวดเค้นสักพักก็น่าจะหายดี แต่ความจริงอันน่าสะพรึงกลัวทางการแพทย์คือ ความเข้าใจผิดนี้อาจกำลังนำพาคุณไปสู่ภาวะเส้นประสาทเสื่อมสภาพอย่างถาวรโดยไม่รู้ตัว
ความน่ากลัวของอาการมือชาก็คือ มันทำตัวเหมือนสัญญาณเตือนภัยเงียบที่ค่อยๆ คืบคลานเข้ามาทำลายคุณภาพชีวิตของคุณทีละน้อย จากเดิมที่ชาเฉพาะตอนกลางคืนหรือตอนตื่นนอน อาการจะเริ่มลุกลามมาในช่วงเวลากลางวัน ขณะที่คุณกำลังจับพวงมาลัยขับรถ ถือสายโทรศัพท์ หรือแม้แต่ตอนนั่งจับเมาส์ทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ สมองส่วนคิดวิเคราะห์ของคุณจะเริ่มพยายามหาข้ออ้างมาสนับสนุนว่าคงไม่เป็นอะไรมาก แต่หากคุณยังคงเพิกเฉยและฝืนใช้งานต่อไป วันหนึ่งคุณอาจจะต้องช็อกเมื่อพบว่ากล้ามเนื้อบริเวณโคนนิ้วหัวแม่มือของคุณเริ่มฝ่อลีบเล็กลงจนมองเห็นได้ชัดเจน และข้อมือของคุณก็ไม่มีแรงแม้แต่จะหมุนเปิดฝาขวดน้ำดื่มอีกต่อไป
ฝันร้ายของนักบัญชีสาวกับการนวดเค้นที่ซ้ำเติมบาดแผล
หมออยากเล่าเรื่องราวของคุณรินดา หญิงวัยทำงานอายุ 42 ปี ผู้ประกอบอาชีพเป็นนักบัญชีและแม่ค้าออนไลน์ระดับท็อปที่ต้องอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์และใช้มือถือพิมพ์ตอบแชทลูกค้าแทบจะตลอด 24 ชั่วโมง วันหนึ่งคุณรินดาเริ่มรู้สึกมีอาการชาที่ปลายนิ้วหัวแม่มือ นิ้วชี้ และนิ้วกลาง โดยเฉพาะในเวลาที่ต้องเร่งพิมพ์งานส่งงบการเงินช่วงปลายเดือน ด้วยความที่เธอคิดว่าเป็นเพียงแค่อาการออฟฟิศซินโดรมธรรมดาประกอบกับความกลัวที่จะต้องเสียเวลาไปโรงพยาบาล เธอจึงเลือกที่จะเดินเข้าร้านนวดแผนโบราณเพื่อให้หมอนวดช่วยเน้นเค้น คลึง และดัดบริเวณข้อมือรวมถึงบดขยี้เส้นเอ็นที่คออย่างรุนแรง
ผลลัพธ์ที่ตามมาหลังจากการนวดเค้นกลับกลายเป็นฝันร้ายที่เธอไม่มีวันลืม ข้อมือและนิ้วมือของคุณรินดากลับบวมเป่งและระบมอย่างหนัก อาการชาทวีความรุนแรงขึ้นจนกลายเป็นความรู้สึกเจ็บแสบร้อนเหมือนโดนไฟช็อตตลอดเวลา แค่ลมพัดผ่านปลายนิ้วก็เจ็บร้าวลึกซึ้ง กระทั่งในเช้าวันจันทร์เธอเผลอปล่อยจานข้าวหลุดมือร่วงลงพื้นแตกกระจายเพราะมือไม่มีความรู้สึกและไม่มีแรงบีบ ความเครียดและความวิตกกังวลพุ่งสูงขึ้นจนสมองหลั่งสารแห่งความเครียดออกมาอย่างท่วมท้น เธอเริ่มกลัวว่าจะต้องกลายเป็นคนพิการและสูญเสียอาชีพที่สร้างรายเลี้ยงครอบครัวไป สิ่งที่คุณรินดาไม่เคยรู้เลยก็คือ การนวดเค้นดัดในขณะที่เส้นประสาทภายในกำลังถูกกดทับและอักเสบอยู่แล้ว เปรียบเสมือนการนำค้อนไปทุบซ้ำลงบนสายไฟที่เปลือกหุ้มชำรุด มันเข้าไปฉีกกระชากและซ้ำเติมให้เส้นประสาทเสียหายหนักหนาสาหัสกว่าเดิมหลายเท่า
ระบบกระแสไฟฟ้าในร่างกาย: เมื่อสายไฟหลักถูกบีบรัด
เพื่อให้อ่านแล้วเห็นภาพและเข้าใจกลไกภายในร่างกายได้อย่างง่ายดายที่สุด หมออยากให้ทุกคนลองนึกภาพเปรียบเทียบระบบประสาทของมนุษย์เรากับ ระบบจ่ายกระแสไฟฟ้าภายในบ้านหรู โดยมี สมอง ทำหน้าที่เป็นโรงไฟฟ้าหลัก คอยผลิตกระแสประสาทส่งผ่าน สายเคเบิลพาดผ่านเสาไฟฟ้าต้นใหญ่ ซึ่งก็คือ กระดูกคอ เพื่อส่งต่อกระแสไฟลงมาตามแขนจนถึง ปลอกท่อร้อยสายไฟจิ๋ว ตรงบริเวณข้อข้อมือ ก่อนจะกระจายกระแสไฟฟ้าไปทำให้ปลายนิ้วมือรับความรู้สึกและขยับเขยื้อนได้ตามใจสั่ง
หากวันใดวันหนึ่ง เสาไฟฟ้าที่คอเกิดการทรุดตัวหรือเสื่อมสภาพตามกาลเวลา จนมีแง่งกระดูกยื่นออกมาทับสายเคเบิลหลัก (ภาวะกระดูกคอเสื่อมกดทับเส้นประสาท) หรือปลอกท่อร้อยสายไฟที่ข้อข้อมือเกิดการอักเสบจนหนาตัวขึ้นมาบีบรัดสายไฟเส้นเล็กๆ จนขาดเลือด (ภาวะพังผืดรัดเส้นประสาทข้อมือ) ผลลัพธ์ก็คือ กระแสไฟฟ้าจะไม่สามารถวิ่งผ่านไปยังปลายนิ้วมือได้อย่างสะดวก สัญญาณไฟในบ้านของคุณจะเริ่มกะพริบถี่ๆ ดับๆ ติดๆ เกิดเป็นความรู้สึกชาแปล๊บ เจ็บแสบร้อน และถ้าปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ซ่อมแซม เครื่องใช้ไฟฟ้าปลายทางซึ่งก็คือกล้ามเนื้อมือก็จะดับสนิทและฝ่อลีบไปในที่สุด
ทำความรู้จักภาวะมือชาจากเส้นประสาทถูกกดทับ
ในทางการแพทย์แผนปัจจุบัน อาการมือชาที่มีสาเหตุมาจากระบบประสาทส่วนปลายถูกรบกวนนั้น โรคที่พบได้บ่อยที่สุดเป็นอันดับหนึ่งในวัยทำงานคือ ภาวะพังผืดกดทับเส้นประสาทบริเวณข้อมือ (Carpal Tunnel Syndrome) โรคนี้เกิดจากการที่เส้นประสาทหลักที่ชื่อว่า เส้นประสาทมีเดียน (Median Nerve) ซึ่งวิ่งผ่านช่องแคบๆ บริเวณข้อมือร่วมกับเส้นเอ็นอีก 9 เส้น เกิดถูกพังผืดรอบข้างที่หนาตัวขึ้นมาจากการใช้งานซ้ำๆ บีบรัดอย่างรุนแรง เส้นประสาทเส้นนี้ทำหน้าที่เลี้ยงความรู้สึกบริเวณนิ้วหัวแม่มือ นิ้วชี้ นิ้วกลาง และครึ่งหนึ่งของนิ้วนาง จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเวลาเป็นโรคนี้ คนไข้ถึงรู้สึกชาเฉพาะนิ้วเหล่านี้แต่ นิ้วก้อย กลับไม่มีอาการชาเลยแม้แต่น้อย
ส่วนโรคที่สองที่พบได้บ่อยไม่แพ้กันและมักจะสร้างความสับสนในการวินิจฉัยคือ ภาวะหมอนรองกระดูกคอเสื่อมกดทับรากเส้นประสาท (Cervical Radiculopathy) โรคนี้มีจุดเริ่มต้นของรอยโรคอยู่ที่บริเวณลำคอ เกิดจากหมอนรองกระดูกคอที่ทำหน้าที่ซับแรงกระแทกเกิดการทรุดตัว ยื่นปลิ้น หรือมีหินปูนแง่งกระดูกงอกหนาตัวขึ้นมาตามอายุ แล้ววิ่งเข้าไปเบียดทับรากเส้นประสาทคอที่จะเดินทางลงมาเลี้ยงแขนและมือ ส่งผลให้เกิดกระแสประสาทลัดวงจร คนไข้จะมีอาการปวดเสียวแปล๊บจากคอร้าวลงมาที่สะบัก ไหล่ แขน และมาจบด้วยอาการชาที่ปลายนิ้วมือ ซึ่งหากแพทย์ไม่มีความเชี่ยวชาญเพียงพอ ก็อาจจะแยกแยะได้ยากว่าต้นตอของอาการชาที่มือนั้นมาจาก คอ หรือ ข้อมือ กันแน่
นอกจากนี้ อาการมือชายังสามารถเกิดขึ้นได้จากสาเหตุอื่นๆ ที่รายล้อมรอบตัวเรา เช่น ภาวะเส้นประสาทส่วนปลายเสื่อมจากโรคเบาหวาน (Diabetic Neuropathy) ซึ่งระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงเป็นเวลานานจะเข้าไปทำลายเส้นเลือดฝอยที่นำอาหารไปเลี้ยงเส้นประสาท หรือเกิดจาก ภาวะขาดวิตามินบี (Vitamin B Deficiency) โดยเฉพาะวิตามินบี 1 บี 6 และบี 12 ซึ่งเป็นสารอาหารหลักที่ใช้ในการสร้างและบำรุงรักษาปลอกประสาทให้ทำงานได้อย่างเป็นปกติ
5 ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เส้นประสาทมือพังทลายก่อนเวลาอันควร
การใช้งานข้อมือในท่าทางที่ผิดสุขลักษณะซ้ำๆ เช่น การหักข้อมือพิมพ์คีย์บอร์ด จับเมาส์คอมพิวเตอร์ หรือการบิดหมุนข้อมือหิ้วของหนักติดต่อกันหลายชั่วโมงต่อวัน
โรคประจำตัวและระบบเผาผลาญในร่างกายที่ผิดปกติ โดยเฉพาะโรคเบาหวาน โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ ภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานต่ำ หรือหญิงที่กำลังตั้งครรภ์ซึ่งสรีระจะมีน้ำรกในร่างกายสูงขึ้นจนช่องข้อมือแคบลง
พฤติกรรมการก้มหน้าเล่นโทรศัพท์มือถือเป็นเวลานาน การก้มศีรษะทำมุมกว้างจะเพิ่มน้ำหนักและแรงกดทับลงบนหมอนรองกระดูกคอหลายเท่า เร่งให้คอเสื่อมก่อนวัย
อายุที่เพิ่มมากขึ้นและการเสื่อมสภาพตามวัย เมื่ออายุเลยเลขสาม โครงสร้างกระดูก หมอนรองกระดูก และพังผืดในร่างกายจะเริ่มสูญเสียความยืดหยุ่น หนาตัว และทรุดตัวลงตามธรรมชาติ
การสูบบุหรี่และการดื่มแอลกอห์ลจัด สารพิษจากบุหรี่จะเข้าไปทำให้เส้นเลือดหดตัว ส่งผลให้เลือดนำออกซิเจนไปเลี้ยงเส้นประสาทส่วนปลายได้น้อยลงจนเส้นประสาทไวต่อการบาดเจ็บ
เจาะลึกกระบวนการวินิจฉัยโรคด้วยนวัตกรรมทางการแพทย์
เมื่อคุณก้าวเท้าเข้ามาพบแพทย์เฉพาะทาง กระบวนการค้นหาความจริงจะเริ่มต้นจากการตรวจร่างกายอย่างประณีต แพทย์จะทำการเคาะบริเวณข้อมือเพื่อดูว่ามีกระแสไฟช็อตวิ่งไปปลายนิ้วไหม หรือทำการกดข้อมือเข้าหากันเพื่อกระตุ้นอาการชา รวมถึงตรวจเช็คกำลังกล้ามเนื้อมือและรีเฟล็กซ์ที่แขน การส่งตรวจภาพถ่ายรังสี เอกซเรย์ (X-ray) จะทำหน้าที่เป็นด่านแรกในการสแกนดูโครงสร้างกระดูกคอ ค้นหาแง่งกระดูกงอกหรือช่องหมอนรองกระดูกที่แคบลง เพื่อคัดกรองเบื้องต้นว่าต้นตอมาจากคอหรือไม่
ในปัจจุบัน นวัตกรรมที่เข้ามาเปลี่ยนเกมและพลิกโฉมวงการแพทย์คือ การตรวจด้วยคลื่นความถี่สูงหรืออัลตราซาวด์ (Musculoskeletal Ultrasound) เครื่องมือนี้ทำหน้าที่เหมือนตาทิพย์ที่ช่วยให้แพทย์สามารถส่องทะลุผิวหนังเข้าไปเห็นเส้นประสาทมีเดียนที่ข้อมือได้ทันทีในรูปแบบเคลื่อนไหวจริง แพทย์สามารถวัดขนาดพื้นที่หน้าตัดของเส้นประสาทเพื่อดูความบวมเต่งและอักเสบได้อย่างแม่นยำในระดับมิลลิเมตร รวมถึงตรวจดูได้ว่ามีผังผืดหนาตัวมาบีบรัดเส้นประสาทมากน้อยเพียงใด ช่วยให้วินิจฉัยโรคผังผืดรัดเส้นประสาทข้อมือได้อย่างรวดเร็วโดยที่คนไข้ไม่เจ็บตัวเลยสักนิด หากแพทย์พบความซับซ้อนของรอยโรคที่คอ การส่งตรวจด้วย คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) เพื่อฉายภาพสามมิติเห็นการกดทับของหมอนรองกระดูกต่อเส้นประสาทอย่างละเอียด หรือการตรวจ คลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อและเส้นประสาท (EMG/NCS) เพื่อวัดความเร็วกระแสไฟฟ้า ก็จะถูกนำมาใช้ร่วมกันเพื่อยืนยันจุดที่เกิดการอุดตันของกระแสประสาทได้อย่างชัดเจนร้อยเปอร์เซ็นต์
แนวทางการรักษาจากเบาไปหาหนัก: ทวงคืนมือที่แข็งแรงโดยไม่ต้องผ่าตัด
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการลดแรงกดทับข้อต่อ หยุดพักกิจกรรมที่ต้องใช้งานมือหนักๆ จัดสรีระการทำงานออฟฟิศให้ข้อมือตรง และสวมใส่อุปกรณ์ดัดพยุงข้อมือในช่วงเวลากลางคืนเพื่อรักษาช่องแคบข้อมือให้กว้างที่สุดในขณะหลับ
การทำกายภาพบำบัดฟื้นฟูระบบประสาท การใช้เครื่องมือเลเซอร์พลังงานสูง คลื่นความร้อนลึก หรือเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าเฉพาะจุด เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตและเร่งกระบวนการซ่อมแซมตัวของเส้นประสาท ร่วมกับการยืดเหยียดเส้นประสาทอย่างถูกวิธี
การควบคุมอาการด้วยยารักษา การรับประทานยากลุ่มต้านการอักเสบ ยาบำรุงปลายประสาทเข้มข้น และยากลุ่มปรับสารสื่อประสาท เพื่อช่วยลดความไวของเส้นประสาทที่กำลังอักเสบและระงับสัญญาณความชาทรมาน
การฉีดยาแยกชั้นพังผืดโดยใช้เครื่องอัลตราซาวด์นำทาง หากทานยาแล้วไม่ดีขึ้น เทคโนโลยีปัจจุบันช่วยให้แพทย์สามารถใช้เครื่องอัลตราซาวด์ส่องสดนำทางปลายเข็มจิ๋วเข้าไปฉีดน้ำเกลือผสมยาลดอักเสบเพื่อทำ "การลอกเส้นประสาทด้วยน้ำ" (Hydrodissection) น้ำยาจะเข้าไปแยกชั้นพังผืดที่รัดแน่นให้ออกจากเส้นประสาทอย่างนุ่มนวล ช่วยให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงเส้นประสาทได้ทันที อาการชาจะทุเลาลงอย่างรวดเร็วและปลอดภัยสูงสุด
การผ่าตัดส่องกล้องแผลเล็กตัดพังผืด จะถูกนำมาพิจารณาเป็นทางเลือกสุดท้ายเฉพาะในรายที่กล้ามเนื้อเริ่มฝ่อลีบ หรือรักษาด้วยวิธีอื่นอย่างเต็มที่แล้วไม่เห็นผล ปัจจุบันเป็นการผ่าตัดแผลเล็กจิ๋วเพื่อเข้าไปตัดสลายสายพานพังผืดที่กดทับ คนไข้เจ็บตัวน้อยมากและสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ไว
พยากรณ์โรค: โอกาสในการฟื้นตัวและการป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ
สำหรับคำถามที่คนไข้ทุกคนมีความกังวลใจและอยากรู้มากที่สุดคือ โรคนี้รักษาหายไหม? หมอขอตอบให้สบายใจและลดความวิตกกังวลลงได้เลยครับว่า โรคนี้มีโอกาสรักษาให้หายขาดได้สูงมาก หากคนไข้ไหวตัวทันและรีบเข้ามาสู่กระบวนการรักษาที่ถูกต้องตั้งแต่เนิ่นๆ ในช่วงที่เส้นประสาทเพียงแค่โดนเบียดทับชั่วคราวและยังไม่มีความเสียหายถาวรภายในเนื้อเยื่อ ระยะเวลาในการรักษาและฟื้นฟูโดยทั่วไปจะอยู่ที่ประมาณ 4-8 สัปดาห์ แตกต่างกันไปตามความรุนแรงของแต่ละบุคคล
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าจะรักษาจนหายดีแล้ว โรคนี้ก็ยังมีโอกาสที่จะกลับมาเป็นซ้ำได้อีก หากคนไข้ชะล่าใจแล้วกลับไปลุยทำงานหนักด้วยท่าทางเดิมๆ ซ้ำซ้อน ยิงฟีดโทรศัพท์มือถือท่าเดิม หรือปล่อยให้โรคประจำตัวอย่างเบาหวานควบคุมได้ไม่ดี เพราะตราบใดที่ปัจจัยเสี่ยงต้นตอยังไม่ถูกกำจัดอย่างเด็ดขาด พังผืดรอบข้อมือหรือกระดูกคอก็สามารถกลับมาหนาตัวบีบรัดเส้นประสาทรอบใหม่ได้เสมอครับ
ภาวะแทรกซ้อนที่น่ากลัวจากการปล่อยปละละเลยความเจ็บปวด
หากคุณเลือกที่จะฝืนทนต่อความชาและปล่อยให้เส้นประสาทโดนบีบรัดจนขาดเลือดหล่อเลี้ยงเป็นเวลานานหลายเดือนหรือหลายปี เส้นประสาทเส้นนั้นจะเริ่มเข้าสู่กระบวนการฝ่อฝังตัวและตายไปทีละน้อย สิ่งแทรกซ้อนที่ร้ายแรงที่สุดที่จะตามมาคือ การสูญเสียความรู้สึกอย่างถาวรที่ปลายนิ้วมือ นิ้วมือของคุณจะหนาชาจนแยกแยะไม่ได้ว่าสิ่งของที่จับอยู่ร้อนหรือเย็น ซึ่งเสี่ยงต่อการโดนความร้อนลวกจนเกิดแผลพุพองอักเสบตามมาโดยไม่รู้ตัว
นอกจากนี้ กระแสประสาทที่ไม่สามารถวิ่งไปเลี้ยงกล้ามเนื้อได้ จะทำให้เกิด ภาวะกล้ามเนื้อมือฝ่อลีบเล็กลงและอ่อนแรงอย่างรุนแรง โคนนิ้วหัวแม่มือจะบุ๋มลงไปจนแบนราบ มือของคุณจะสูญเสียความสามารถในการคีบจับสิ่งของเล็กๆ หยิบเหรียญไม่ได้ ติดกระดุมเสื้อตัวเองไม่ได้ หรือแม้แต่การจับปากกาเขียนหนังสือก็ทำไม่ได้อีกต่อไป ซึ่งในระยะนี้ ต่อให้เข้ารับการผ่าตัดใหญ่เพื่อปล่อยเส้นประสาทให้เป็นอิสระ กล้ามเนื้อที่ฝ่อตายไปแล้วก็อาจจะไม่สามารถฟื้นคืนกลับมาสมบูรณ์ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์อีกต่อไป
5 วิธีป้องกันเพื่อเซฟเส้นประสาทมือและคอให้ปลอดภัยยาวนาน
จัดสรีระและการวางมือในสภาวะแวดล้อมการทำงานทำงานให้ถูกต้อง ปรับระดับโต๊ะและเก้าอี้ทำงานให้ข้อมือวางอยู่ในแนวตรง ไม่หักงอหรือเอียงข้อข้อมือออกด้านข้างขณะพิมพ์งานยาวนาน
ใช้แผ่นเจลรองข้อมือและอุปกรณ์ซัพพอร์ตที่ได้มาตรฐาน หาแผ่นนุ่มๆ มารองรับบริเวณข้อข้อมือขณะใช้เมาส์คอมพิวเตอร์ เพื่อช่วยลดแรงกดทับโดยตรงลงบนช่องทางเดินเส้นประสาทข้อมือ
จำกัดเวลาและปรับท่าทางในการเล่นสมาร์ทโฟน ยกโทรศัพท์มือถือให้อยู่ในระดับสายตาเพื่อหลีกเลี่ยงการก้มคอทำมุมกว้าง และพักเปลี่ยนอิริยาบถทุกๆ 45 นาทีเพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อคอและมือ
ควบคุมโรคประจำตัวและระดับน้ำตาลในเลือดอย่างเคร่งครัด สำหรับผู้ป่วยเบาหวานหรือโรคข้ออักเสบ ควรทานยาและควบคุมอาหารอย่างตั้งใจเพื่อป้องกันไม่ให้เส้นเลือดและเส้นประสาทส่วนปลายเสื่อมสภาพ
หมั่นยืดเหยียดกล้ามเนื้อคอ บ่า ไหล่ และข้อมือเป็นประจำ ฝึกท่าบริหารยืดเหยียดเส้นประสาทและข้อมือเบาๆ ในระหว่างวัน เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและลดการสะสมตัวของผังผืดรัดข้อ
ไขข้อข้องใจรอบด้านเกี่ยวกับอาการมือชาที่คนอยากรู้มากที่สุด
Q: อาการมือชาข้างเดียว กับ ชาสองข้างพร้อมกัน บอกใบ้ถึงโรคอะไรที่แตกต่างกันไหม?
A: บอกใบ้ได้ดีมากครับ หากมีอาการชาเพียงข้างเดียว โดยเฉพาะข้างที่ใช้งานหนัก มักเกิดจากโรคเฉพาะที่ เช่น พังผืดรัดเส้นประสาทข้อมือ หรือหมอนรองกระดูกคอเสื่อมกดทับเส้นประสาทฝั่งใดฝั่งหนึ่ง แต่หากมีอาการชาหนาทึบพร้อมกันสองข้าง เท่าๆ กัน เริ่มจากปลายนิ้วเท้าแล้วลุกลามมาที่ปลายนิ้วมือเหมือนกำลังสวมถุงมือถุงเท้า อาการแบบนี้มักชี้เป้าไปที่โรคระบบเผาผลาญในร่างกาย เช่น เส้นประสาทส่วนปลายเสื่อมจากเบาหวาน หรือการขาดวิตามินบีสารอาหารหล่อเลี้ยงประสาทครับ
Q: ถ้ามีอาการมือชาเฉียบพลันร่วมกับอาการแขนขาอ่อนแรงซีกเดียวกัน ควรรอรอดูอาการไหม?
A: ห้ามรอเด็ดขาดครับ! หากจู่ๆ มีอาการมือชาและแขนขาอ่อนแรงครึ่งซีกอย่างเฉียบพลัน ร่วมกับมีอาการปากเบี้ยว พูดไม่ชัด หรือเวียนหัวบ้านหมุน เดินเซ นี่คือสัญญาณเตือนภัยขั้นวิกฤตของ โรคหลอดเลือดสมองอุดตันหรือแตก (Stroke) ไม่ใช่โรคกระดูกหรือเส้นเอ็นธรรมดา ต้องรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดทันทีภายในเวลา 4.5 ชั่วโมงเพื่อช่วยชีวิตและป้องกันอัมพาตถาวรครับ
Q: อาการมือชานานแค่ไหนถึงเป็นสัญญาณเตือนว่าต้องรีบไปพบแพทย์เฉพาะทางกระดูกและข้อ?
A: หากคุณมีอาการมือชาต่อเนื่องติดต่อกันนานเกิน 2 สัปดาห์ โดยที่ลองปรับพฤติกรรม พักใช้งาน หรือรับประทานยาเบื้องต้นแล้วไม่ดีขึ้น หรืออาการชานั้นรุนแรงจนรบกวนการนอนหลับทำให้นอนสะดุ้งตื่นกลางดึกทุกคืน หรือเริ่มสังเกตเห็นว่ามือเริ่มอ่อนแรง หยิบจับสิ่งของเล็กๆ แล้วร่วงหล่นหลุดมือบ่อยครั้ง แนะนำว่าห้ามปล่อยทิ้งไว้เด็ดขาด ควรรีบมาพบแพทย์เฉพาะทางทันทีเพื่อตรวจสืบค้นหาสาเหตุที่แท้จริงก่อนที่เส้นประสาทจะเสียหายถาวรครับ
สรุปสาระสำคัญที่คุณต้องจำให้ขึ้นใจเพื่อปกป้องมือคู่สำคัญ
อาการมือชามักเกิดจากระบบกระแสไฟฟ้าลัดวงจร จากเส้นประสาทหลักโดนบีบรัดที่ ข้อมือ (พังผืดรัดข้อ) หรือที่ คอ (กระดูกคอเสื่อม)
ตรรกะการรักษาด้วยการไปนวดเค้น ดัด บิดข้อมือหรือคออย่างรุนแรงในขณะที่เส้นประสาทอักเสบ จะยิ่งซ้ำเติมให้เส้นประสาทพังทลายเร็วยิ่งขึ้น
นวัตกรรมการวินิจฉัยในปัจจุบันมีความแม่นยำสูง แพทย์สามารถใช้เครื่องอัลตราซาวด์ความถี่สูงสแกนเห็นความบวมโตของเส้นประสาทได้ทันทีในเวลาไม่กี่นาที
ผู้ป่วยมากกว่า 80-90% สามารถรักษาให้หายขาดได้โดยไม่ต้องผ่าตัด ด้วยการปรับเปลี่ยนสรีระพฤติกรรม ทานยา และการใช้เครื่องอัลตราซาวด์นำทางฉีดน้ำลอกพังผืด
การละเลยปล่อยให้มือชาเรื้อรังลุกลาม จะส่งผลให้กล้ามเนื้อโคนนิ้วหัวแม่มือฝ่อลีบถาวร มือสูญเสียความรู้สึก และสูญเสียความสามารถในการหยิบจับสิ่งของไปตลอดชีวิต
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์
สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่
ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง)
ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ
สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ
Line ID: @doctorkeng
โทร 081-5303666
“เราเชื่อว่า ‘ความเจ็บปวดไม่ควรจำกัดชีวิตคุณ’
หลายกรณีสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด
แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยที่ถูกต้อง
เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคนอย่างแท้จริง”
#มือชา #ชามือ #ผังผืดรัดเส้นประสาท #กระดูกคอเสื่อม #หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท #เบาหวาน #อัลตราซาวด์ประสาท #ฉีดยานำทางอัลตราซาวด์ #ออฟฟิศซินโดรม #โรคกระดูกและข้อ #หมอเก่งกระดูกและข้อ #ThaninnitClinic #ปวดคอ #ปวดข้อ #เส้นประสาทอักเสบ
Reference List
Keith MW, Masear V, Chung KC, Maupin K, Andary M, Barth RW, et al. American Academy of Orthopaedic Surgeons Clinical Practice Guideline on diagnosis of carpal tunnel syndrome. J Bone Joint Surg Am. 2009 Oct;91(10):2478–2479. doi:10.2106/JBJS.I.00643. PMID: 19797585.
แนวทางจาก AAOS ฉบับนี้สรุปหลักฐานสำหรับการวินิจฉัยโรคพังผืดกดทับเส้นประสาทมีเดียนที่ข้อมือ ตั้งแต่การซักประวัติอาการชา มืออ่อนแรง การตรวจร่างกายเฉพาะทาง ไปจนถึงบทบาทของการตรวจคลื่นไฟฟ้าประสาทและภาพถ่าย เพื่อให้แพทย์คัดกรองและยืนยันโรคได้อย่างถูกต้องก่อนเริ่มรักษา.Bland JD. Carpal tunnel syndrome. BMJ. 2007 Aug 18;335(7615):343–346. doi:10.1136/bmj.39282.623553.AD. PMID: 17703044.
บทความรีวิวจาก BMJ นี้อธิบายว่าโรค carpal tunnel syndrome เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยของอาการชามือกลางคืนในคนวัยทำงาน เกิดจากแรงดันช่องข้อมือสูงขึ้นกดเส้นประสาทมีเดียนทำให้เลือดไปเลี้ยงไม่เพียงพอและปลอกประสาทเสีย จึงเกิดอาการชา ปวด และกล้ามเนื้อโคนนิ้วโป้งลีบ หากตรวจพบและรักษาเร็ว ทั้งการดามข้อมือ ฉีดยา หรือผ่าตัดปลดพังผืดมักให้ผลดี.Bono CM, Ghiselli G, Gilbert TJ, Kreiner DS, Reitman C, Summers JT, et al. An evidence-based clinical guideline for the diagnosis and treatment of cervical radiculopathy from degenerative disorders. Spine J. 2011 Jan;11(1):64–72. doi:10.1016/j.spinee.2010.10.023. PMID: 21168100.
แนวทางจาก North American Spine Society ฉบับนี้ให้คำแนะนำตามหลักฐานสำหรับการดูแลผู้ป่วยหมอนรองกระดูกคอเสื่อมกดรากประสาท ตั้งแต่การประเมินอาการชาลงแขน ปวดคอร้าวแขน การเลือกใช้ MRI เพื่อยืนยันตำแหน่งที่กดทับ ไปจนถึงการตัดสินใจว่าควรให้การรักษาแบบไม่ผ่าตัดหรือพิจารณาผ่าตัดเพื่อลดอาการเร็วขึ้น เหมาะสำหรับใช้เป็นกรอบคิดร่วมกับการแยกโรคจาก carpal tunnel syndrome.Tai TW, Wu CY, Su FC, Chern TC, Jou IM. Ultrasonography for diagnosing carpal tunnel syndrome: a meta-analysis of diagnostic test accuracy. Ultrasound Med Biol. 2012 Jul;38(7):1121–1128. doi:10.1016/j.ultrasmedbio.2012.02.026. PMID: 22542258.
งานวิเคราะห์อภิมานครั้งนี้รวบรวมข้อมูลจากการศึกษาหลายงานเพื่อดูว่าการใช้เครื่องอัลตราซาวนด์วัดพื้นที่หน้าตัดของเส้นประสาทมีเดียนที่ข้อมือช่วยวินิจฉัย CTS ได้แม่นแค่ไหน พบว่าหากพื้นที่เส้นประสาท ≥9 มม.² ที่ทางเข้าอุโมงค์ข้อมือ สามารถใช้เป็นเกณฑ์ช่วยวินิจฉัยได้ค่อนข้างดี มีทั้งความไวและความจำเพาะสูง ทำให้ ultrasound กลายเป็นเครื่องมือคัดกรอง CTS ที่ใช้ได้รวดเร็วและไม่เจ็บตัว.Ultrasound-guided vs. blind steroid injections in carpal tunnel syndrome: a single-blind randomized prospective study. Am J Phys Med Rehabil. 2013 Nov;92(11):999–1004. doi:10.1097/PHM.0b013e31829b4d72. PMID: 23811617.
การศึกษาแบบสุ่มมีกลุ่มเปรียบเทียบฉบับนี้เปรียบเทียบการฉีดยาสเตียรอยด์รักษา CTS แบบใช้มือคลำตำแหน่ง (blind) กับการใช้หัวอัลตราซาวนด์นำทาง พบว่าทั้งสองวิธีช่วยลดอาการชามือและปรับค่าการนำไฟฟ้าของเส้นประสาทให้ดีขึ้น แต่การฉีดแบบมีอัลตราซาวนด์ช่วยให้วางเข็มและตัวยาได้ใกล้เส้นประสาทมากขึ้น ลดโอกาสระคายเคืองเส้นประสาท และให้การเปลี่ยนแปลงด้านอาการและการตรวจวัดบางตัวดีขึ้น จึงสนับสนุนการใช้ US‑guidance ในคลินิกที่มีความพร้อม.
Comments
Post a Comment